วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อาหารขยะกับโรคภูมิแพ้และหอบหืด

การตรวจสอบหาสารก่อภูมิแพ้ ก็มักจะใช้วิธี Skin Test ทดสอบสารหลายๆอย่างที่เรามักพบเจอ แต่แพทย์ก็มักจะทำการทดสอบเพียงสารบางอย่างเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังถูกมองข้ามโดยเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัวมากๆ และในปัจจุบันอาจเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้ีมีผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืดมากขึ้นก็ได้ นั่นคือ อาหารขยะ

สารหลายตัวที่มีอยู่ในอาหารที่เรากิน มักไม่ได้ถูกนับอยู่ในสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจด้วย Skin test อาจเป็นเพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเกินไปจนนึกไม่ถึง ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เองก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า อาหารการกินที่ดูสะอาด อยู่ในร้านที่ดูสุขลักษณะดี จะมีสารก่อภูมิแพ้อยู่มากทีเดียว ฉะนั้นการที่รักษาภูมิแพ้ หอบหืดอาการไม่ดีขึ้นสักทีอาจเป็นเพราะ พวกเขายังรับเอาสารก่ออาการแพ้เข้าสู่ตัวอยู่เสมอ จากสิ่งที่เราคิดว่าสะอาด และดูดี สารในอาหารที่มักทำให้เกิดอาการภูมิแพ้และหอบหืดได้แก่ กลุ่มสารแต่งสีอาหาร เช่น ทาร์ทราซีน (สีเหลืองส้ม), คาร์มัวซีน (สีม่วงแดง), อะมาแรนต์ (สีแดง), อพอนเซีย (สีแดง) ซึ่งปัจจุบันก็อยูี่ในอาหารรูปร่างหน้าตาน่ารับประทานเกือบทุกชนิด

ที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กับกลุ่มของสีก็คือกลุ่มของสารกันบูด เช่น โซเดียมเบนโซเอท, กรดเบนโซอิก, เกลือเบนโซเอท, เกลือไนไตรด์, เกลือไนเตรท พบได้มากในอาการยอดฮิตปัจจุบันคืออาหารกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงขนมต่างๆ บะหมี่ซอง, ขนมซอง อาหารกล่องพร้อมนึงไมโครเวฟ หรือแม้แต่เครื่องปรุงอาหารเช่น น้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วและซอสต่างๆ ก็มีสารกันบูดปนอยู่เหมือนกัน

ผงชูรส อันนี้น่าจะเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสารก่อภูมิแพ้ เพราะอาจจะได้เห็นเพื่อนๆของเราเองบางคนที่กินอาหารตามร้านอาหารแล้วลิ้นชา ปากชา ปากบวม ผื่นขึ้น และอักเสบของผิว เรียกได้ว่าบางคนรู้ได้ทันทีเลยว่าอาหารที่ตนกินอยู่มีผงชูรสอยู่มากน้อยเพียงใดจากอาการแพ้ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดหลังทานอาหารเสร็จ บอกได้ทันทีหลังกินอาหารมาว่า โดนผงชูรสเข้าให้แล้ว

อาหารขยะแทบทุกชนิด หรือ อาหารดัดแปลง ปรุงแต่งต่างๆ อาการกึ่งสำเร็จรูป มีสารจำพวกนี้เป็นส่วนประกอบเยอะมาก อย่างน้อยๆก็ต้องมี 3 อย่างขึ้นไปเพื่อคงสภาพของผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น ไอศกรีม มีการใส่ทั้งสารเพิ่มเนื้อ สารแต่งสี สารกันหืน, เนยมีการใส่สารกันหืน สารกันบูด หรือแม้แต่สารแต่งสีเข้าไป เป็นต้น

ฉะนั้นผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืด ต้องใส่ใจกับสิ่งใกล้ตัว ที่ดูแล้วอาจไม่มีพิษภัยใดๆ ให้มากขึ้นนะครับ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปอะไรๆก็เปลี่ยนตาม

เครดิตข้อมูลดีๆจาก เว็บไซต์ดีๆ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไรฝุ่นกับโรคภูมิแพ้และหอบหืด

สาเหตุของการเกิดอาการภูมิแพ้และหอบหืดที่สำคัญ และหนีมันไม่พ้นเพราะมันอยู่ในที่พักอาศัยของเรานี่เอง นั่นคือไรฝุ่น สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สร้างโรคร้ายอย่างภูมิแพ้และหอบหืดให้เราต้องเผชิญไปตลอดชีวิต

ไรฝุ่นจัดเป็นสัตว์มีชีิวิตขนาดเล็กมากตาเปล่ามองไม่เห็น อยู่ในตระกูลขาข้อตระกูลเดียวกับ หิด แมงมุม แต่ตัวมีขนาดที่เล็กกว่ามากประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร มีสีขาวคล้ายฝุ่น วิ่งเร็ว อาศัยและเติบโตอยู่ปะปนในฝุ่นจึงทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก กินเศษผิวหนังที่หลุกร่วงของมนุษย์เป็นอาหารและขับถ่ายออกมาเป็นฝุ่น ไรฝุ่นและมูลเป็นสาเหตุสำคัญมากในการก่อโรคภูมิแพ้และหอบหืด ชนิดที่พบบ่อยในฝุ่นภายในบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้มี 2 ชนิดคือ ไรฝุ่นชนิดDermatophagoides pteronyssinus (DP) และ Dermatophagoides farinae (DF) แหล่งที่พบไรฝุ่นได้มากที่สุดคือห้องนอน ด้วยวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนประกอบกับอุณหภูมิ และความชื้นที่พอเหมาะ มีการทดสอบตรวจไรฝุ่นภายในห้องนอน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วในห้องนอนจะมีไรฝุ่นอยู่มากกว่าล้านตัว โดยอาศัยอยู่กับผ้าปูที่นอน หมอน พรม และผ้าม่าน ลองคิดดูว่าเราจะหนีมันพ้นได้อย่างไรในเมื่อมันนอนอยู่กับเราทุกวัน

ดังนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดที่ต้องกำจัดไรฝุ่นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
กำจัดตัวไรฝุ่นได้อย่างไร
- ใช้ผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตด้วยผ้ากันไรฝุ่นสำหรับคลุม ผ้าบางชนิดใช้วิธีทอให้เส้นใยถี่แน่น ซึ่งผ้าชนิดนี้มีรูห่างของผ้าแคบมากจนตัวไรและมูลไม่สามารถเล็ดลอดไปเกาะตามเฟอร์นิเจอร์ได้ หรือบผ้าบางชนิดใช้สารฆ่าไรฝุ่นเคลือลงบนผ้าหรือบนผิวผ้าเลย และควรซักผ้านี้ทุก 2 สัปดาห์
- เครื่องนอนทุกชนิด เช่น ผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง(ที่ถ้าเป็นไปได้ควรใช้แบบผ้ากันไรฝุ่น) ที่นอน หมอน มุ้ง ออกตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีกำจัดไรฝุ่นอย่างหนึ่ง ตากแดดอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจัดฆ่าตัวไรได้
- ควผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ่าห่ม ผ้าม่านและผ้าคลุมเตียง ต้องซักทำความสะอาดทุกสัปดา์ห์ ถ้าจะให้ดีสำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืดที่สุด ควรซักด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องซาเซลเซียส นาน 30 นาที หรืออย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ก็ยิ่งดี) เพื่อฆ่าไรฝุ่นภูมิแพ้ที่ติดอยู่(นับล้าน)
- บางรายใช้สารเคมีฆ่าตัวไรฝุ่น แต่ลืมคิดไปว่าผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืด ก็อาจเกิดอาการจากสารเคมีที่ใช้ได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นจะตายทั้งไรฝุ่นทั้งผู้ป่วยภูมิแพ้ ไม่ควรใช้สารเคมีนะครับ
- ถ้ามีทุนทรัพย์ เครื่องกรองอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศชนิดต่างๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดีและมีประโยชน์ในการกำจัดสารก่อภูมิแพ้ที่ฟุ้งกระจายอยู่ภายในบ้าน แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับตัวไรฝุ่น

อย่างน้อยที่สุดถึงจะหลีกหนีไรฝุ่นอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะัมันอยู่ร่วมกับเรามานานและเยอะมากเสียด้วย แต่อย่างน้อยเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืด ก็ควรดูแลบ้านให้ปราศจากไรฝุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หอบหืดกับภูมิแพ้ สองโรคที่แยกกันไม่ออก

โรคหอบหืด เป็นอีกโรคเรื้อรังที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญของสังคมเมืองและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง โรคหอบหืดเป็นโรคที่แสดงอาการเป็นครั้งคราว ความถี่ของแต่ละคนขึ้นอยู่ความรุนแรงของโรคและสภาวะแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ บางคนก็กำเริบถี่มาก บางคนก็ไม่กำเริบเลยตลอดปี สิ่งที่ทำให้โรคหอบหืดกับภูมิแพ้แยกกันไม่ออกก็คือ ภูมิแพ้ทำให้หลอดลมตีบ หอบหืดก็จะกำเริบ และอาการหอบหืดกำเริบก็เริ่มต้นด้วยการได้รับสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ต้องควบคุมอาการของโรคทั้งสองนี้ไปพร้อมๆกัน

อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่กำเริบคือหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ ที่เรียกว่าจับหืดคือ จะเริ่มหายใจลำบากเพราะหลอดลมมีการหดตัว มีอาการแน่นหน้าอก หายใจแล้วเหมือนอากาศไม่เข้าสู่ปอดหรือเข้าสู่ปอดได้น้อย ต้องหายใจเร็วๆขึ้นเรื่อยๆ อึดอัด มักมีเสียงดังวี้ดๆ ขณะหายใจ ซึ่งโดยมากแล้วหอบหืดจะมีอาการบ่อยและรุนแรงในช่วงเวลากลางคืนมากกว่าเวลากลางวันโดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้อากาศเย็น ในรายที่เป็นอาการไม่รุนแรงอาจควบคุมอาการได้โดยการใช้ยาแก้แพ้ทั่วไป แต่ในรายที่เป็นหอบหืดเต็มตัว ต้องใช้ยาขยายหลอดลม ในระยะแรกเมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้อย่างง่ายดายด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่น การใช้ยาเริ่มต้นมักใช้ยาพ่นก่อน แต่้ถ้าโรคหอบหืดอาจจะีมีการดำเนินไปโดยอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจต้องพิจารณาใช้ยารับประทานร่วมด้วย หรือเพิ่มยาพ่นขึ้นอีกหนึ่งชนิด นอกจากนี้อาจต้องมีการใช้ยาอื่นๆร่วมด้วยเช่น ยาแก้แพ้ ยาลดเสมหะในกรณีมีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจมาก เป็นต้น แต่ยาที่ผู้ป่วยต้องมีติดตัวตลอดเวลาคือ ยาพ่นขยายหลอดลมไว้ใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาหอบหืด ลองคลิกดู

วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ภูมิแพ้ เกิดกับส่วนใดของร่างกายได้บ้าง

เมื่อพูดถึงโรคภูมิแพ้แล้วเราก็มักนึกถึงแต่อาการทางระบบทางเดินหายใจเช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หอบหืด แต่จริงๆแล้วคำว่าภูมิแพ้เป็นชื่อของกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้แทบทุกอวัยวะเลยทีเดียว เช่น

โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ

พบได้มากและบ่อยที่สุด เรียกได้ว่าทุกคนที่เป็นภูมิแพ้ต้องมีอาการในระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ซึ่งมีอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ที่พบได้บ่อยคือ น้ำมูกไหล เสมหะมาก จาม เยื่อจมูกอักเสบ ส่วนอาการที่หนักขึ้นไปอีก เช่น หลอดลมหดตัวทำให้เกิดหอบหืดกำเริบ หายใจไม่สะดวกหรือที่เรียกว่า หอบหืด

ส่วนกรณีอาการรุนแรงมากๆ เช่นหลอดลมหดเกร็ง ถุงลมในปอดหดเกร็งเกือบทั้งหมด อวัยวะในการหายใจล้มเหลว เกิดอาการแ่น่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก อาจถึงขั้นเสียชีวิต

โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับผิวหนัง

พบบ่อยรองลงมาจากภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ สาเหตุที่สำคัญมักเกิดจากอาการเช่น อาหารทะเล มักทำให้เกิดผื่นผิวหนังเป็นผื่นคันหรือที่เรียกว่าลมพิษ (urticaria) โดยแบ่งแยกใหญ่เป็นชนิดฉับพลันและชนิดเรื้อรัง อีกสาเหตุหนึ่งคือผื่นภูมิแพ้จากการสัมผัสเช่น แพ้เงิน แพ้ยาง จะเกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) หลายชนิดมีอาการตั้งแต่คันไปจนถึงปวดแสบปวดร้อน ชนิดรุนรแงผู้ป่วยมีอาการคันทรมานมาก และมักจะรักษาไม่ค่อยหาย โดยเฉพาะยิ่งสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้อยู่เรื่อยๆ

โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินอาหาร

ระบบทางเดินอาการอาจเกิดอาการแพ้ได้ แต่เรามักไม่รู้ว่าเป็นอาการของภูมิแพ้ อาการเด่นๆที่ทุกคนต้องเคยเป็นคือ ปากเป็นแผลคล้ายแผลพองหรือที่เรียกว่าแผลร้อนในนั่นเอง อื่นๆเช่น คันเพดานปาก อักเสบที่เยื่อกระเพาะ ลำไส้มีการอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับมีอาการท้องร่วง ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะลำไส้มาก ท้องอืด เรอบ่อย มักมีอาการหลังรับประทานอาหาร หากเป็นรุนแรงอาจทำให้เป็นตะคริวที่ท้อง

บางคนลำไส้อาจมีการอักเสบเรื้อรัง เช่น บางคนอาจแพ้โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ โปรตีนชนิดนี้เรียกว่ากลูเด็น gluten sensitivity จะไปทำลายเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ต่อมาทำให้มีความรู้สึกไวต่ออาหารอื่นๆ บางชนิดต่อไปอีก ซึ่งอาจจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสียเล็กน้อย เรื้อรังไปเรื่อย ๆ

อาการภูมิแพ้ในระบบอื่นอื่นๆ

ผู้ป่วยภูมิแพ้บางรายอาจมีอาการในระบบสายตามาร่วมด้วย เช่น คันตามากแต่ไม่ถึงกับเจ็บ น้ำตาไหมากตลอดเวลา หรือในระบบหู ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีเสียงอื้อในหู มีน้ำในหู และมักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องหูเกิดเป็นหูอักเสบ

ภูิมิแพ้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ติดตามได้ใน เว็บไซต์

ติดตามเคล็ดลับการรักษาภูมิแพ้ได้ที่นี่เลย รักษาภูมิแพ้

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โรคหอบหืด และการวินิจฉัย

โรคหอบหืด เป็นโรคที่เป็นกันมาก และต้องเผชิญไปตลอดชีวิต รุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้างแต่ก็รบกวนการใช้ชีวิตปกติมากพอสมควร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคหอบหืดหรือไม่

อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่จับหืดคือ หายใจถี่ หอบเหนื่อย มีอาการแน่นหน้าอก มักมีเสียงหายใจดังหวีด เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน แต่ในกรณีที่มีอาการมากอาจมีอาการหอบหืดกำเริบทุกคืน เมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้ด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่นหรือรับประทาน และโรคจะีมีการดำเนินไปที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ มักต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและมากขึ้น มีการเพิ่มชนิดของยาที่จำเป็นต้องใช้ สำหรับอาการที่ไม่รุนแรง โรคหอบหืดอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการไอมากในเวลากลางคืน หรือไอเรื้อรังโดยไม่พบเสียงหวีดหรืออาการแน่นหน้าอกก็ได้ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเรามีอาการของโรคหอบหืดอยู่และการวินิจฉัยก็ทำได้ยากขึ้น หรืออาจมีอาการแน่นหน้าอกเฉพาะช่วงออกกำลังกายหรืออกแรงมาก ที่ต้องใช้ออกซิเจนเยอะ และโรคหอบหืดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคภูมิแพ้ เพราะทำให้อาการกำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้นมาก ซึ่งสามารถพบร่วมกันได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ถ้าทำการรักษาอาการของโรคหอบหืดอย่างเดียวโดยไม่รักษาโรคภูมิแพ้ด้วย จะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย

การวินิจฉัยโรคหอบหืดที่ดีที่สุดคือการตรวจวัดสมรรถภาพปอด สามารถประเมินความรุนแรงของโรคเป็นลำดับขั้นเพื่อวางแผนการรักษาและการใช้ยาได้อีกด้วยแต่วิธีนี้ทำได้ค่อนข้างยากในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี วิธีง่ายหากไม่มีเครื่องมือระดับสูง อาจใช้เครื่องที่เรียกว่า peak flow meter ซึ่งมีราคาถูกกว่าและมีประโยชน์ในการประเมินอาการของโรคทดแทนได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสไปโรเมตรีย์ได้

PEFR = [ส่วนสูง (เซนติเมตร) ×5] -400 ลิตร/นาที

ถ้าคำนวณแล้วได้น้อยกว่าร้อยละ 80 ให้สงสัยว่ามีภาวะหลอดลมส่วนล่างอุดตัน จากนั้นให้ยาขยายหลอดลมแล้วเป่าซ้ำอีกครั้งภายใน 15 นาที หากได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 12 แสดงว่าอาการของผู้ป่วยน่าจะมีการตอบสนองที่ดีต่อยาขยายหลอดลม (reversible airway obstruction) ซึ่งแสดงได้ว่าผุ้ป่วยเป็นโรคหอบหืด

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ ที่นี่

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความเกี่ยวข้องของโรคภูมิแพ้กับหอบหืด

โรคหอบหืด สาเหตุเกิดจากการอักเสบของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตอบสนองโดยการตีบตัว ทำให้หายใจได้ลำยาก มีอากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางสภาวะอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ฉะนั้น โรคหรืออาการใดๆที่มีผลทำให้หลอดลมตีบตัว จะทำให้อาการของหอบหืด รุนแรงและกำเริบบ่อยขึ้น โรคที่สำคัญที่สุดคือ โรคภูมิแพ้ ภูมิแพ้อากาศ

ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด คือ

การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
ตามมาด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและเยื่อบุรอบๆ หลอดลม
หากมีเสมหะมาคั่งค้างจะยิ่งทำให้การอุดตันของทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น
การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ

ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดโดยประมาณสองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป แต่พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีภาวะหอบหืดมากขึ้นเรื่อยๆ และมักจะเริ่มต้นมาด้วยอาการภูมิแพ้เสมอ

ภาวะที่กระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ และหอบหืดกำเริบนั้นจะต่างกันในคนไข้แต่ละคน สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะนำพาอาการหลอดลมตีบมาในที่สุด สารก่อภูมิแพ้จะได้รับจากหลายทางเช่น การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม กลิ่นอับกลิ่นท่อไอเสีย ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ภาวะอากาศ ยาฆ่าแมลง กลิ่นบุหรี่ สารเคมีต่างๆเป็นต้น
ความเกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักมีอาการกำเริบเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วอาการหอบหืดจะกำเริบบ่อยมาก

รักษาอาการภูมิแพ้และหอบหืด ควบคุมอาการภายใน 3-6 เดือนด้วยถั่งเช่า

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โรคภูมิแพ้ หอบหืด ห้ามสูบบุหรี่

เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืด หรือโรคในระบบทางเดินหายใจต่างๆแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการกำเริบ อาการรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หอบหืดบางรายที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างมาก ที่ทำให้รักษา ควบคุมอาการได้ไม่ดีเท่าที่ควร พฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญมากคือ การสูบบุหรี่

ในบุหรี่มีสารพิษอยู่มากมาย ที่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจ เช่นเนื้อเยื่อโพรงจมูก หลอดลม ไปจนถึงเนื้อเยื่อปอดและถุงลมภายในปอด และมีผลกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ซึ่งหลั่งสารฮิสตามีนที่จะทำให้หลอดลมตีบ และสร้างสารคัดหลั่งเช่นเสมหะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นผลร้ายต่อโรคหอบหืดถึงขั้นหายใจไม่ออกเฉียบพลันได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังทำให้การรักษา โรคภูมิแพ้ หอบหืด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
หากยังสูบบุหรี่อยู่ ไม่มีทางที่จะควบคุมอาการโรคเหล่านี้ได้เลย และยังทำให้อาการดำเนินไปในทางที่เลวร้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดอาจเกิดโรคร้ายตามมา เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอด

ผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด แต่สูบบุหรี่ ควรทราบว่า ควันบุหรี่ที่ท่านสูบจะไปทำร้ายผู้ที่อยู่รอบข้างให้เกิดโรคร้ายได้เช่นเดียวกับการสูบเอง และมีโทษแทบจะไม่ต่างกันเลย ดังนั้น หากรักสุขภาพ ควรเลิกบุหรี่นะครับ

ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับถั่งเช่าในการรักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ติดตามได้ที่นี่ http://bestcordyceps.wordpress.com/