สาเหตุของการเกิดอาการภูมิแพ้และหอบหืดที่สำคัญ และหนีมันไม่พ้นเพราะมันอยู่ในที่พักอาศัยของเรานี่เอง นั่นคือไรฝุ่น สิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สร้างโรคร้ายอย่างภูมิแพ้และหอบหืดให้เราต้องเผชิญไปตลอดชีวิต
ไรฝุ่นจัดเป็นสัตว์มีชีิวิตขนาดเล็กมากตาเปล่ามองไม่เห็น อยู่ในตระกูลขาข้อตระกูลเดียวกับ หิด แมงมุม แต่ตัวมีขนาดที่เล็กกว่ามากประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร มีสีขาวคล้ายฝุ่น วิ่งเร็ว อาศัยและเติบโตอยู่ปะปนในฝุ่นจึงทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก กินเศษผิวหนังที่หลุกร่วงของมนุษย์เป็นอาหารและขับถ่ายออกมาเป็นฝุ่น ไรฝุ่นและมูลเป็นสาเหตุสำคัญมากในการก่อโรคภูมิแพ้และหอบหืด ชนิดที่พบบ่อยในฝุ่นภายในบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้มี 2 ชนิดคือ ไรฝุ่นชนิดDermatophagoides pteronyssinus (DP) และ Dermatophagoides farinae (DF) แหล่งที่พบไรฝุ่นได้มากที่สุดคือห้องนอน ด้วยวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนประกอบกับอุณหภูมิ และความชื้นที่พอเหมาะ มีการทดสอบตรวจไรฝุ่นภายในห้องนอน พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วในห้องนอนจะมีไรฝุ่นอยู่มากกว่าล้านตัว โดยอาศัยอยู่กับผ้าปูที่นอน หมอน พรม และผ้าม่าน ลองคิดดูว่าเราจะหนีมันพ้นได้อย่างไรในเมื่อมันนอนอยู่กับเราทุกวัน
ดังนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดที่ต้องกำจัดไรฝุ่นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
กำจัดตัวไรฝุ่นได้อย่างไร
- ใช้ผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตด้วยผ้ากันไรฝุ่นสำหรับคลุม ผ้าบางชนิดใช้วิธีทอให้เส้นใยถี่แน่น ซึ่งผ้าชนิดนี้มีรูห่างของผ้าแคบมากจนตัวไรและมูลไม่สามารถเล็ดลอดไปเกาะตามเฟอร์นิเจอร์ได้ หรือบผ้าบางชนิดใช้สารฆ่าไรฝุ่นเคลือลงบนผ้าหรือบนผิวผ้าเลย และควรซักผ้านี้ทุก 2 สัปดาห์
- เครื่องนอนทุกชนิด เช่น ผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง(ที่ถ้าเป็นไปได้ควรใช้แบบผ้ากันไรฝุ่น) ที่นอน หมอน มุ้ง ออกตากแดดจัดๆ ทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีกำจัดไรฝุ่นอย่างหนึ่ง ตากแดดอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจัดฆ่าตัวไรได้
- ควผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มุ้ง ผ่าห่ม ผ้าม่านและผ้าคลุมเตียง ต้องซักทำความสะอาดทุกสัปดา์ห์ ถ้าจะให้ดีสำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืดที่สุด ควรซักด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องซาเซลเซียส นาน 30 นาที หรืออย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ก็ยิ่งดี) เพื่อฆ่าไรฝุ่นภูมิแพ้ที่ติดอยู่(นับล้าน)
- บางรายใช้สารเคมีฆ่าตัวไรฝุ่น แต่ลืมคิดไปว่าผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืด ก็อาจเกิดอาการจากสารเคมีที่ใช้ได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นจะตายทั้งไรฝุ่นทั้งผู้ป่วยภูมิแพ้ ไม่ควรใช้สารเคมีนะครับ
- ถ้ามีทุนทรัพย์ เครื่องกรองอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศชนิดต่างๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดีและมีประโยชน์ในการกำจัดสารก่อภูมิแพ้ที่ฟุ้งกระจายอยู่ภายในบ้าน แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับตัวไรฝุ่น
อย่างน้อยที่สุดถึงจะหลีกหนีไรฝุ่นอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะัมันอยู่ร่วมกับเรามานานและเยอะมากเสียด้วย แต่อย่างน้อยเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืด ก็ควรดูแลบ้านให้ปราศจากไรฝุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิแพ้ รักษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิแพ้ รักษา แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
หอบหืดกับภูมิแพ้ สองโรคที่แยกกันไม่ออก
โรคหอบหืด เป็นอีกโรคเรื้อรังที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญของสังคมเมืองและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง โรคหอบหืดเป็นโรคที่แสดงอาการเป็นครั้งคราว ความถี่ของแต่ละคนขึ้นอยู่ความรุนแรงของโรคและสภาวะแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับ บางคนก็กำเริบถี่มาก บางคนก็ไม่กำเริบเลยตลอดปี สิ่งที่ทำให้โรคหอบหืดกับภูมิแพ้แยกกันไม่ออกก็คือ ภูมิแพ้ทำให้หลอดลมตีบ หอบหืดก็จะกำเริบ และอาการหอบหืดกำเริบก็เริ่มต้นด้วยการได้รับสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ต้องควบคุมอาการของโรคทั้งสองนี้ไปพร้อมๆกัน
อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่กำเริบคือหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ ที่เรียกว่าจับหืดคือ จะเริ่มหายใจลำบากเพราะหลอดลมมีการหดตัว มีอาการแน่นหน้าอก หายใจแล้วเหมือนอากาศไม่เข้าสู่ปอดหรือเข้าสู่ปอดได้น้อย ต้องหายใจเร็วๆขึ้นเรื่อยๆ อึดอัด มักมีเสียงดังวี้ดๆ ขณะหายใจ ซึ่งโดยมากแล้วหอบหืดจะมีอาการบ่อยและรุนแรงในช่วงเวลากลางคืนมากกว่าเวลากลางวันโดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้อากาศเย็น ในรายที่เป็นอาการไม่รุนแรงอาจควบคุมอาการได้โดยการใช้ยาแก้แพ้ทั่วไป แต่ในรายที่เป็นหอบหืดเต็มตัว ต้องใช้ยาขยายหลอดลม ในระยะแรกเมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้อย่างง่ายดายด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่น การใช้ยาเริ่มต้นมักใช้ยาพ่นก่อน แต่้ถ้าโรคหอบหืดอาจจะีมีการดำเนินไปโดยอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจต้องพิจารณาใช้ยารับประทานร่วมด้วย หรือเพิ่มยาพ่นขึ้นอีกหนึ่งชนิด นอกจากนี้อาจต้องมีการใช้ยาอื่นๆร่วมด้วยเช่น ยาแก้แพ้ ยาลดเสมหะในกรณีมีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจมาก เป็นต้น แต่ยาที่ผู้ป่วยต้องมีติดตัวตลอดเวลาคือ ยาพ่นขยายหลอดลมไว้ใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาหอบหืด ลองคลิกดู
อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่กำเริบคือหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ ที่เรียกว่าจับหืดคือ จะเริ่มหายใจลำบากเพราะหลอดลมมีการหดตัว มีอาการแน่นหน้าอก หายใจแล้วเหมือนอากาศไม่เข้าสู่ปอดหรือเข้าสู่ปอดได้น้อย ต้องหายใจเร็วๆขึ้นเรื่อยๆ อึดอัด มักมีเสียงดังวี้ดๆ ขณะหายใจ ซึ่งโดยมากแล้วหอบหืดจะมีอาการบ่อยและรุนแรงในช่วงเวลากลางคืนมากกว่าเวลากลางวันโดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้อากาศเย็น ในรายที่เป็นอาการไม่รุนแรงอาจควบคุมอาการได้โดยการใช้ยาแก้แพ้ทั่วไป แต่ในรายที่เป็นหอบหืดเต็มตัว ต้องใช้ยาขยายหลอดลม ในระยะแรกเมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้อย่างง่ายดายด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่น การใช้ยาเริ่มต้นมักใช้ยาพ่นก่อน แต่้ถ้าโรคหอบหืดอาจจะีมีการดำเนินไปโดยอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจต้องพิจารณาใช้ยารับประทานร่วมด้วย หรือเพิ่มยาพ่นขึ้นอีกหนึ่งชนิด นอกจากนี้อาจต้องมีการใช้ยาอื่นๆร่วมด้วยเช่น ยาแก้แพ้ ยาลดเสมหะในกรณีมีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจมาก เป็นต้น แต่ยาที่ผู้ป่วยต้องมีติดตัวตลอดเวลาคือ ยาพ่นขยายหลอดลมไว้ใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาหอบหืด ลองคลิกดู
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ภูมิแพ้ เกิดกับส่วนใดของร่างกายได้บ้าง
เมื่อพูดถึงโรคภูมิแพ้แล้วเราก็มักนึกถึงแต่อาการทางระบบทางเดินหายใจเช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หอบหืด แต่จริงๆแล้วคำว่าภูมิแพ้เป็นชื่อของกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้แทบทุกอวัยวะเลยทีเดียว เช่น
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ
พบได้มากและบ่อยที่สุด เรียกได้ว่าทุกคนที่เป็นภูมิแพ้ต้องมีอาการในระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ซึ่งมีอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ที่พบได้บ่อยคือ น้ำมูกไหล เสมหะมาก จาม เยื่อจมูกอักเสบ ส่วนอาการที่หนักขึ้นไปอีก เช่น หลอดลมหดตัวทำให้เกิดหอบหืดกำเริบ หายใจไม่สะดวกหรือที่เรียกว่า หอบหืด
ส่วนกรณีอาการรุนแรงมากๆ เช่นหลอดลมหดเกร็ง ถุงลมในปอดหดเกร็งเกือบทั้งหมด อวัยวะในการหายใจล้มเหลว เกิดอาการแ่น่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก อาจถึงขั้นเสียชีวิต
โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับผิวหนัง
พบบ่อยรองลงมาจากภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ สาเหตุที่สำคัญมักเกิดจากอาการเช่น อาหารทะเล มักทำให้เกิดผื่นผิวหนังเป็นผื่นคันหรือที่เรียกว่าลมพิษ (urticaria) โดยแบ่งแยกใหญ่เป็นชนิดฉับพลันและชนิดเรื้อรัง อีกสาเหตุหนึ่งคือผื่นภูมิแพ้จากการสัมผัสเช่น แพ้เงิน แพ้ยาง จะเกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) หลายชนิดมีอาการตั้งแต่คันไปจนถึงปวดแสบปวดร้อน ชนิดรุนรแงผู้ป่วยมีอาการคันทรมานมาก และมักจะรักษาไม่ค่อยหาย โดยเฉพาะยิ่งสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้อยู่เรื่อยๆ
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินอาการอาจเกิดอาการแพ้ได้ แต่เรามักไม่รู้ว่าเป็นอาการของภูมิแพ้ อาการเด่นๆที่ทุกคนต้องเคยเป็นคือ ปากเป็นแผลคล้ายแผลพองหรือที่เรียกว่าแผลร้อนในนั่นเอง อื่นๆเช่น คันเพดานปาก อักเสบที่เยื่อกระเพาะ ลำไส้มีการอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับมีอาการท้องร่วง ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะลำไส้มาก ท้องอืด เรอบ่อย มักมีอาการหลังรับประทานอาหาร หากเป็นรุนแรงอาจทำให้เป็นตะคริวที่ท้อง
บางคนลำไส้อาจมีการอักเสบเรื้อรัง เช่น บางคนอาจแพ้โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ โปรตีนชนิดนี้เรียกว่ากลูเด็น gluten sensitivity จะไปทำลายเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ต่อมาทำให้มีความรู้สึกไวต่ออาหารอื่นๆ บางชนิดต่อไปอีก ซึ่งอาจจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสียเล็กน้อย เรื้อรังไปเรื่อย ๆ
อาการภูมิแพ้ในระบบอื่นอื่นๆ
ผู้ป่วยภูมิแพ้บางรายอาจมีอาการในระบบสายตามาร่วมด้วย เช่น คันตามากแต่ไม่ถึงกับเจ็บ น้ำตาไหมากตลอดเวลา หรือในระบบหู ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีเสียงอื้อในหู มีน้ำในหู และมักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องหูเกิดเป็นหูอักเสบ
ภูิมิแพ้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ติดตามได้ใน เว็บไซต์
ติดตามเคล็ดลับการรักษาภูมิแพ้ได้ที่นี่เลย รักษาภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ
พบได้มากและบ่อยที่สุด เรียกได้ว่าทุกคนที่เป็นภูมิแพ้ต้องมีอาการในระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ซึ่งมีอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ที่พบได้บ่อยคือ น้ำมูกไหล เสมหะมาก จาม เยื่อจมูกอักเสบ ส่วนอาการที่หนักขึ้นไปอีก เช่น หลอดลมหดตัวทำให้เกิดหอบหืดกำเริบ หายใจไม่สะดวกหรือที่เรียกว่า หอบหืด
ส่วนกรณีอาการรุนแรงมากๆ เช่นหลอดลมหดเกร็ง ถุงลมในปอดหดเกร็งเกือบทั้งหมด อวัยวะในการหายใจล้มเหลว เกิดอาการแ่น่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก อาจถึงขั้นเสียชีวิต
โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับผิวหนัง
พบบ่อยรองลงมาจากภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ สาเหตุที่สำคัญมักเกิดจากอาการเช่น อาหารทะเล มักทำให้เกิดผื่นผิวหนังเป็นผื่นคันหรือที่เรียกว่าลมพิษ (urticaria) โดยแบ่งแยกใหญ่เป็นชนิดฉับพลันและชนิดเรื้อรัง อีกสาเหตุหนึ่งคือผื่นภูมิแพ้จากการสัมผัสเช่น แพ้เงิน แพ้ยาง จะเกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) หลายชนิดมีอาการตั้งแต่คันไปจนถึงปวดแสบปวดร้อน ชนิดรุนรแงผู้ป่วยมีอาการคันทรมานมาก และมักจะรักษาไม่ค่อยหาย โดยเฉพาะยิ่งสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้อยู่เรื่อยๆ
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินอาการอาจเกิดอาการแพ้ได้ แต่เรามักไม่รู้ว่าเป็นอาการของภูมิแพ้ อาการเด่นๆที่ทุกคนต้องเคยเป็นคือ ปากเป็นแผลคล้ายแผลพองหรือที่เรียกว่าแผลร้อนในนั่นเอง อื่นๆเช่น คันเพดานปาก อักเสบที่เยื่อกระเพาะ ลำไส้มีการอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับมีอาการท้องร่วง ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะลำไส้มาก ท้องอืด เรอบ่อย มักมีอาการหลังรับประทานอาหาร หากเป็นรุนแรงอาจทำให้เป็นตะคริวที่ท้อง
บางคนลำไส้อาจมีการอักเสบเรื้อรัง เช่น บางคนอาจแพ้โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ โปรตีนชนิดนี้เรียกว่ากลูเด็น gluten sensitivity จะไปทำลายเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ต่อมาทำให้มีความรู้สึกไวต่ออาหารอื่นๆ บางชนิดต่อไปอีก ซึ่งอาจจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสียเล็กน้อย เรื้อรังไปเรื่อย ๆ
อาการภูมิแพ้ในระบบอื่นอื่นๆ
ผู้ป่วยภูมิแพ้บางรายอาจมีอาการในระบบสายตามาร่วมด้วย เช่น คันตามากแต่ไม่ถึงกับเจ็บ น้ำตาไหมากตลอดเวลา หรือในระบบหู ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีเสียงอื้อในหู มีน้ำในหู และมักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องหูเกิดเป็นหูอักเสบ
ภูิมิแพ้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ติดตามได้ใน เว็บไซต์
ติดตามเคล็ดลับการรักษาภูมิแพ้ได้ที่นี่เลย รักษาภูมิแพ้
วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553
โรคหอบหืด และการวินิจฉัย
โรคหอบหืด เป็นโรคที่เป็นกันมาก และต้องเผชิญไปตลอดชีวิต รุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้างแต่ก็รบกวนการใช้ชีวิตปกติมากพอสมควร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคหอบหืดหรือไม่
อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่จับหืดคือ หายใจถี่ หอบเหนื่อย มีอาการแน่นหน้าอก มักมีเสียงหายใจดังหวีด เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน แต่ในกรณีที่มีอาการมากอาจมีอาการหอบหืดกำเริบทุกคืน เมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้ด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่นหรือรับประทาน และโรคจะีมีการดำเนินไปที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ มักต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและมากขึ้น มีการเพิ่มชนิดของยาที่จำเป็นต้องใช้ สำหรับอาการที่ไม่รุนแรง โรคหอบหืดอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการไอมากในเวลากลางคืน หรือไอเรื้อรังโดยไม่พบเสียงหวีดหรืออาการแน่นหน้าอกก็ได้ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเรามีอาการของโรคหอบหืดอยู่และการวินิจฉัยก็ทำได้ยากขึ้น หรืออาจมีอาการแน่นหน้าอกเฉพาะช่วงออกกำลังกายหรืออกแรงมาก ที่ต้องใช้ออกซิเจนเยอะ และโรคหอบหืดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคภูมิแพ้ เพราะทำให้อาการกำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้นมาก ซึ่งสามารถพบร่วมกันได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ถ้าทำการรักษาอาการของโรคหอบหืดอย่างเดียวโดยไม่รักษาโรคภูมิแพ้ด้วย จะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย
การวินิจฉัยโรคหอบหืดที่ดีที่สุดคือการตรวจวัดสมรรถภาพปอด สามารถประเมินความรุนแรงของโรคเป็นลำดับขั้นเพื่อวางแผนการรักษาและการใช้ยาได้อีกด้วยแต่วิธีนี้ทำได้ค่อนข้างยากในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี วิธีง่ายหากไม่มีเครื่องมือระดับสูง อาจใช้เครื่องที่เรียกว่า peak flow meter ซึ่งมีราคาถูกกว่าและมีประโยชน์ในการประเมินอาการของโรคทดแทนได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสไปโรเมตรีย์ได้
PEFR = [ส่วนสูง (เซนติเมตร) ×5] -400 ลิตร/นาที
ถ้าคำนวณแล้วได้น้อยกว่าร้อยละ 80 ให้สงสัยว่ามีภาวะหลอดลมส่วนล่างอุดตัน จากนั้นให้ยาขยายหลอดลมแล้วเป่าซ้ำอีกครั้งภายใน 15 นาที หากได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 12 แสดงว่าอาการของผู้ป่วยน่าจะมีการตอบสนองที่ดีต่อยาขยายหลอดลม (reversible airway obstruction) ซึ่งแสดงได้ว่าผุ้ป่วยเป็นโรคหอบหืด
ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ ที่นี่
อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดขณะที่จับหืดคือ หายใจถี่ หอบเหนื่อย มีอาการแน่นหน้าอก มักมีเสียงหายใจดังหวีด เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน แต่ในกรณีที่มีอาการมากอาจมีอาการหอบหืดกำเริบทุกคืน เมื่อมีอาการกำเริบอาจบรรเทาได้ด้วยยาขยายหลอดลมชนิดพ่นหรือรับประทาน และโรคจะีมีการดำเนินไปที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ มักต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและมากขึ้น มีการเพิ่มชนิดของยาที่จำเป็นต้องใช้ สำหรับอาการที่ไม่รุนแรง โรคหอบหืดอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการไอมากในเวลากลางคืน หรือไอเรื้อรังโดยไม่พบเสียงหวีดหรืออาการแน่นหน้าอกก็ได้ทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเรามีอาการของโรคหอบหืดอยู่และการวินิจฉัยก็ทำได้ยากขึ้น หรืออาจมีอาการแน่นหน้าอกเฉพาะช่วงออกกำลังกายหรืออกแรงมาก ที่ต้องใช้ออกซิเจนเยอะ และโรคหอบหืดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคภูมิแพ้ เพราะทำให้อาการกำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้นมาก ซึ่งสามารถพบร่วมกันได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ถ้าทำการรักษาอาการของโรคหอบหืดอย่างเดียวโดยไม่รักษาโรคภูมิแพ้ด้วย จะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย
การวินิจฉัยโรคหอบหืดที่ดีที่สุดคือการตรวจวัดสมรรถภาพปอด สามารถประเมินความรุนแรงของโรคเป็นลำดับขั้นเพื่อวางแผนการรักษาและการใช้ยาได้อีกด้วยแต่วิธีนี้ทำได้ค่อนข้างยากในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี วิธีง่ายหากไม่มีเครื่องมือระดับสูง อาจใช้เครื่องที่เรียกว่า peak flow meter ซึ่งมีราคาถูกกว่าและมีประโยชน์ในการประเมินอาการของโรคทดแทนได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสไปโรเมตรีย์ได้
PEFR = [ส่วนสูง (เซนติเมตร) ×5] -400 ลิตร/นาที
ถ้าคำนวณแล้วได้น้อยกว่าร้อยละ 80 ให้สงสัยว่ามีภาวะหลอดลมส่วนล่างอุดตัน จากนั้นให้ยาขยายหลอดลมแล้วเป่าซ้ำอีกครั้งภายใน 15 นาที หากได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 12 แสดงว่าอาการของผู้ป่วยน่าจะมีการตอบสนองที่ดีต่อยาขยายหลอดลม (reversible airway obstruction) ซึ่งแสดงได้ว่าผุ้ป่วยเป็นโรคหอบหืด
ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ ที่นี่
วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ความเกี่ยวข้องของโรคภูมิแพ้กับหอบหืด
โรคหอบหืด สาเหตุเกิดจากการอักเสบของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตอบสนองโดยการตีบตัว ทำให้หายใจได้ลำยาก มีอากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางสภาวะอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ฉะนั้น โรคหรืออาการใดๆที่มีผลทำให้หลอดลมตีบตัว จะทำให้อาการของหอบหืด รุนแรงและกำเริบบ่อยขึ้น โรคที่สำคัญที่สุดคือ โรคภูมิแพ้ ภูมิแพ้อากาศ
ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด คือ
การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
ตามมาด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและเยื่อบุรอบๆ หลอดลม
หากมีเสมหะมาคั่งค้างจะยิ่งทำให้การอุดตันของทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น
การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ
ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดโดยประมาณสองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป แต่พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีภาวะหอบหืดมากขึ้นเรื่อยๆ และมักจะเริ่มต้นมาด้วยอาการภูมิแพ้เสมอ
ภาวะที่กระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ และหอบหืดกำเริบนั้นจะต่างกันในคนไข้แต่ละคน สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะนำพาอาการหลอดลมตีบมาในที่สุด สารก่อภูมิแพ้จะได้รับจากหลายทางเช่น การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม กลิ่นอับกลิ่นท่อไอเสีย ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ภาวะอากาศ ยาฆ่าแมลง กลิ่นบุหรี่ สารเคมีต่างๆเป็นต้น
ความเกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักมีอาการกำเริบเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วอาการหอบหืดจะกำเริบบ่อยมาก
รักษาอาการภูมิแพ้และหอบหืด ควบคุมอาการภายใน 3-6 เดือนด้วยถั่งเช่า
ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด คือ
การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
ตามมาด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและเยื่อบุรอบๆ หลอดลม
หากมีเสมหะมาคั่งค้างจะยิ่งทำให้การอุดตันของทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น
การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ
ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดโดยประมาณสองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป แต่พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีภาวะหอบหืดมากขึ้นเรื่อยๆ และมักจะเริ่มต้นมาด้วยอาการภูมิแพ้เสมอ
ภาวะที่กระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ และหอบหืดกำเริบนั้นจะต่างกันในคนไข้แต่ละคน สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะนำพาอาการหลอดลมตีบมาในที่สุด สารก่อภูมิแพ้จะได้รับจากหลายทางเช่น การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม กลิ่นอับกลิ่นท่อไอเสีย ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ภาวะอากาศ ยาฆ่าแมลง กลิ่นบุหรี่ สารเคมีต่างๆเป็นต้น
ความเกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักมีอาการกำเริบเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วอาการหอบหืดจะกำเริบบ่อยมาก
รักษาอาการภูมิแพ้และหอบหืด ควบคุมอาการภายใน 3-6 เดือนด้วยถั่งเช่า
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
การออกกำลังกาย กับโรคภูมิแพ้ หอบหืด
นอกจากการใช้ยา หรือวิตามิน อาหารเสริมเช่นถั่งเช่าแล้ว การออกกำลังกายจัดเป็นยาวิเศษขนานหนึ่งที่ช่วยให้อาการภูมิแพ้ หอบหืด ทุเลาลงอย่างมาก หลายๆคนคงเคยได้ยินว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืดบ่อยๆ พอเล่นกีฬาออกกำลังกายตั้งแต่ยังเด็ก โตขึ้นมาสามารถหายขาดจากภาวะภูมิแพ้ได้เลยทีเดียว
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการออกกำลังกายทำให้สุขภาพโดยรวมดีและแข็งแรงขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการปรับสมดุลย์ของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นตัวต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีโรคหอบหืดด้วยอาจต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าออกกำลังกายหนักหรือหักโหมมากเกินไปอาจทำให้อาการกำเริบจนเกิดอันตราย
การออกกำัลังกายเพื่อช่วยในโรคภูมิแพ้นั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องทำมากหรือหนักเกินไป เน้นที่ความสม่ำเสมอ แล้วร่างกายจะฟื้นฟูตัวเอง ให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือทนต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้นเอง เมื่อโรคภูมิแพ้หายไป ย่อมทำให้โรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องทุเลาลงด้วย เช่นหอบหืดกำเริบน้อยลง ไซนัสอักเสบ ก็จะเกิดน้อยลง นอกจากนั้นการได้ออกแรงอย่างสม่ำเสมอเป็นการเพิ่มเสริมสมรรถภาพการทำงานของปอด ทำให้แม้จะมีอาการภูมิแพ้ หอบหืดเกิดขึ้น ก็จะมีอาการเบาลงแน่นอน
ภูมิแพ้สามารถควบคุมอาการและรักษาให้หายดีขึ้นได้ ติดตามวิธีรักษาภูมิแพ้ได้ ที่นี่
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการออกกำลังกายทำให้สุขภาพโดยรวมดีและแข็งแรงขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการปรับสมดุลย์ของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นตัวต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีโรคหอบหืดด้วยอาจต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าออกกำลังกายหนักหรือหักโหมมากเกินไปอาจทำให้อาการกำเริบจนเกิดอันตราย
การออกกำัลังกายเพื่อช่วยในโรคภูมิแพ้นั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องทำมากหรือหนักเกินไป เน้นที่ความสม่ำเสมอ แล้วร่างกายจะฟื้นฟูตัวเอง ให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือทนต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้นเอง เมื่อโรคภูมิแพ้หายไป ย่อมทำให้โรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องทุเลาลงด้วย เช่นหอบหืดกำเริบน้อยลง ไซนัสอักเสบ ก็จะเกิดน้อยลง นอกจากนั้นการได้ออกแรงอย่างสม่ำเสมอเป็นการเพิ่มเสริมสมรรถภาพการทำงานของปอด ทำให้แม้จะมีอาการภูมิแพ้ หอบหืดเกิดขึ้น ก็จะมีอาการเบาลงแน่นอน
ภูมิแพ้สามารถควบคุมอาการและรักษาให้หายดีขึ้นได้ ติดตามวิธีรักษาภูมิแพ้ได้ ที่นี่
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
กลุ่มอาการที่เรียกว่า "ภูมิแพ้"
หลังจากได้รับชมข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และัถั่งเช่าไปบ้างแล้ว ต่อไปลองมาดูกันนะครับว่าถั่งเช่านั้นช่วยในเรื่องใดบ้างสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ให้มีสุขภาพและคุณภาพชีิวิตที่ดีขึ้น
แม้เมื่อพูดถึงภูมิแพ้แล้ว เรามักนึกถึงอาการในระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงอาการแสดงของโรคภูมิแพ้นั่นมีหลายแบบด้วยกัน ผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาจแสดงอาการพร้อมๆกันหลายๆระบบ กลุ่มอาการที่เด่นๆ และเป็นมากพอจะแยกได้ดังนี้
1. โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกกันว่าโรคแพ้อากาศ กลุ่มนี้เป็นอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คันในโพรงจมูก ทำให้จามติดกันหลายๆ ครั้ง น้ำมูกไหลมากร่วมกับการคัดแน่นจมูก อาจมีอาการลามไปส่วนอื่นที่ต่อถึงกัน เช่น หูอื้อ ปวดมึนศีรษะ มีเสมหะมากติดในลำคอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมทำให้อาการแย่ลงเช่น ไซนัส คออักเสบ น้ำมูกข้นเหนียว
2. โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มนี้ก็มีเป็นกันมาก อาการแสดงภูมิแพ้ที่ตาคือ คันตา ตาแดง มีน้ำตาไหลมาก เป็นเรื้อรังและมักจะเกิดอาการบ่อยๆ
3. โรคหอบหืด เนื่องจากเมื่อเกิดอาการแพ้ จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร ฮีสตามีน ทำให้หลอดลมหดตัว จะมีอาการไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจถี่ เสียงดัง มักมีอาการกำเริบในเวลากลางคืน ผู้ป่วยที่มีหอบหืดเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้วถ้ามีภาวะภูมิแพ้ด้วย จะทำให้อาการหอบหืดกำเริบบ่อยมาก
4. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีผื่นคัน ผิวหนังแห้งแดง และมักจะเป็นเรื้อรัง คันตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย อาจมีอาการบวมที่ริมฝีปากเห็นได้ชัด บางรายเป็นผื่นภูมิแพ้รูปร่างเดียวกับสิ่งของที่สัมผัส
ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์การเกิดโรคภูมิแพ้สูงมาก และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมลภาวะิสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการถ่ายทอดทางพันธุกรรม กลุ่มโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีอัตราชุกสูงสุด เนื่องจากมีอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงที่สุด ประมาณการได้ว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ประสบปัญหาภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ มีอาการมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป
สำหรับถั่งเช่าที่เราพูดถึง เน้นช่วยในเรื่องของการรักษาภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจได้ดีมาก ทำให้อาการไม่กำเริบ และลดความรุนแรงของอาการภูมิแพ้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นหอบหืด ไซนัสอักเสบ ผู้ที่ทานถั่งเช่าเป็นประจำจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและควบคุมอาการของโรคภูมิแพ้ คลิก!!!
แม้เมื่อพูดถึงภูมิแพ้แล้ว เรามักนึกถึงอาการในระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงอาการแสดงของโรคภูมิแพ้นั่นมีหลายแบบด้วยกัน ผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาจแสดงอาการพร้อมๆกันหลายๆระบบ กลุ่มอาการที่เด่นๆ และเป็นมากพอจะแยกได้ดังนี้
1. โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกกันว่าโรคแพ้อากาศ กลุ่มนี้เป็นอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คันในโพรงจมูก ทำให้จามติดกันหลายๆ ครั้ง น้ำมูกไหลมากร่วมกับการคัดแน่นจมูก อาจมีอาการลามไปส่วนอื่นที่ต่อถึงกัน เช่น หูอื้อ ปวดมึนศีรษะ มีเสมหะมากติดในลำคอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมทำให้อาการแย่ลงเช่น ไซนัส คออักเสบ น้ำมูกข้นเหนียว
2. โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มนี้ก็มีเป็นกันมาก อาการแสดงภูมิแพ้ที่ตาคือ คันตา ตาแดง มีน้ำตาไหลมาก เป็นเรื้อรังและมักจะเกิดอาการบ่อยๆ
3. โรคหอบหืด เนื่องจากเมื่อเกิดอาการแพ้ จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร ฮีสตามีน ทำให้หลอดลมหดตัว จะมีอาการไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจถี่ เสียงดัง มักมีอาการกำเริบในเวลากลางคืน ผู้ป่วยที่มีหอบหืดเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้วถ้ามีภาวะภูมิแพ้ด้วย จะทำให้อาการหอบหืดกำเริบบ่อยมาก
4. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีผื่นคัน ผิวหนังแห้งแดง และมักจะเป็นเรื้อรัง คันตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย อาจมีอาการบวมที่ริมฝีปากเห็นได้ชัด บางรายเป็นผื่นภูมิแพ้รูปร่างเดียวกับสิ่งของที่สัมผัส
ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์การเกิดโรคภูมิแพ้สูงมาก และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมลภาวะิสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการถ่ายทอดทางพันธุกรรม กลุ่มโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มีอัตราชุกสูงสุด เนื่องจากมีอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงที่สุด ประมาณการได้ว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ประสบปัญหาภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ มีอาการมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป
สำหรับถั่งเช่าที่เราพูดถึง เน้นช่วยในเรื่องของการรักษาภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจได้ดีมาก ทำให้อาการไม่กำเริบ และลดความรุนแรงของอาการภูมิแพ้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นหอบหืด ไซนัสอักเสบ ผู้ที่ทานถั่งเช่าเป็นประจำจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและควบคุมอาการของโรคภูมิแพ้ คลิก!!!
วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553
สู้ภูมิแพ้ ลดความเสี่ยง
แน่นอนว่าสำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ ไซนัส จะต้องระแวดระวังบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้อาการกำเริบ บางคนก็แพ้อย่างเดียว บางคนแพ้หลายอย่าง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า "สารก่อภูมิแพ้"
สารก่อภูมิแพ้ คือ สิ่งที่ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยอาการแพ้ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะสัมผัสและเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางเช่น การสูดดมเข้าสู่ทางเดินหายใจ การสัมผัสที่ผิวหนัง เมื่อผู้ที่เป็นภูมิแพ้ได้รับสารเหล่านี้ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านในรูปของการปลดปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า "ฮีสตามีน" นำพาอาการต่างๆมามากมายทั้ง คัด คัน จาม น้ำตาไหล น้ำมูกไหล หอบหืดกำเริบ ผื่นคัน ไซนัสกำเริบ สร้างความรำคาญใจให้อยู่บ่อยๆ โดยโรคภูมิแพ้ที่พบมากคือ โรคเยื่อและโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (โรคแพ้อากาศ) โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นลมพิษ โรคภูมิแพ้ที่ตา
สารก่อภูมิแพ้ตัวร้ายที่แพ้กันมากก็คือ ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่น ไรฝุ่น แมลงสาป ขนสัตว์ ควัน เป็นต้น ซึ่งสังเกตุได้ว่าที่พูดไปนั้นต่างฟุ้งกระจายอยู่ทั่วสิ่งแวดล้อมไปหมด ยากที่จะหลบเลี่ยง แต่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ต้องพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุด
หากใครที่แพ้ฝุ่นและไรฝุ่น ต้องซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เครื่องนอนทั้งหมด ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ทางที่ดีควรใช้เนื้อหาปลอดฝุ่นจะดีที่สุด
ผู้ที่มีภูมิแพ้แมลงสาป ต้องใส่ใจดูแลความสะอาดและแหล่งที่อาจเพาะพันธุ์แมลงสาบภายในบ้านอย่างถี่ถ้วน ถุงใส่ขยะและเศษอาหารต้องปิดปากถุงให้มิดชิดและเก็บทิ้งทุกวัน ห้ามค้างไว้เด็ดขาด เพราะเมื่อมีแมลงสาบเข้ามาไม่กี่ัตัว มันสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมากก็ยากที่หยุดแล้ว
สำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้เชื้อรา ควรตรวจสอบบริเวณบ้าน ที่อับชื้น เสี่ยงต่อการเติบโตของเชื้อรา
ผู้ที่มีภูมิแพ้ขนสัตว์ โดยเฉพาะแมวและสุนัขที่เลี้ยงกันมาก ก็ควรหลีกหนีสัตว์เหล่านี้ให้ไกล เพราะผู้ที่แพ้มักแพ้รุนแรงถึงขั้นเป็นหอบหืด สารก่อภูมิแพ้จากแมวพบได้จากขี้รังแค น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ที่สำคัญสารก่อภูมิแพ้ในกลุ่มนี้ค่อนข้างคงทน ฟุ้งกระจายอยู่ได้นานเป็นเืดือน ควรกำจัดสัตว์เหล่านี้ออกไปจากบริเวณบ้าน หรือรให้สัตว์เลี้ยงอยู่เฉพาะนอกบ้านและควรอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำอย่างน้อยทุกๆสัปดาห์
สุดท้ายผู้ที่มีภูมิแพ้ละอองเกสรหญ้า/ดอกไม้/วัชพืช/ต้นไม้ ค่อนข้างลำบากที่สุดเพราะสารก่อภูมิแพ้กลุ่มนี้มีอยู่ในอากาศทุกอณู ทุกบริเวณ ทุกสถานที่่ แต่อย่างน้อยที่สุดควรดูแลบริเวณบ้านให้ปลอดจากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด จัดการวัชพืชให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการปลูกดอกไม้ใกล้ๆบ้าน ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดการฟุ้งเข้ามาในที่พักอาศัย
ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืด และไซนัสกำเริบอยู่บ่อย ทางที่ดีควรดูแลให้เกิดอาการภูมิแพ้น้อยที่สุด ดังนี้
1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายพอเหมาะ
2. หลีกเลี่ยง ไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้
3. กำจัด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
เพียงเท่านี้ก็พอที่จะควบคุมอาการภูมิแพ้ ไม่ให้แสดงออกมาบ่อยจนทำให้ใช้ชีวิต ทำงานได้ลำบากแล้วครับ
เว็บไซต์เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามได้ที่นี่
สารก่อภูมิแพ้ คือ สิ่งที่ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยอาการแพ้ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะสัมผัสและเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางเช่น การสูดดมเข้าสู่ทางเดินหายใจ การสัมผัสที่ผิวหนัง เมื่อผู้ที่เป็นภูมิแพ้ได้รับสารเหล่านี้ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านในรูปของการปลดปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า "ฮีสตามีน" นำพาอาการต่างๆมามากมายทั้ง คัด คัน จาม น้ำตาไหล น้ำมูกไหล หอบหืดกำเริบ ผื่นคัน ไซนัสกำเริบ สร้างความรำคาญใจให้อยู่บ่อยๆ โดยโรคภูมิแพ้ที่พบมากคือ โรคเยื่อและโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (โรคแพ้อากาศ) โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นลมพิษ โรคภูมิแพ้ที่ตา
สารก่อภูมิแพ้ตัวร้ายที่แพ้กันมากก็คือ ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่น ไรฝุ่น แมลงสาป ขนสัตว์ ควัน เป็นต้น ซึ่งสังเกตุได้ว่าที่พูดไปนั้นต่างฟุ้งกระจายอยู่ทั่วสิ่งแวดล้อมไปหมด ยากที่จะหลบเลี่ยง แต่ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ก็ต้องพยายามหลีกหนีให้ไกลที่สุด
หากใครที่แพ้ฝุ่นและไรฝุ่น ต้องซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เครื่องนอนทั้งหมด ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ทางที่ดีควรใช้เนื้อหาปลอดฝุ่นจะดีที่สุด
ผู้ที่มีภูมิแพ้แมลงสาป ต้องใส่ใจดูแลความสะอาดและแหล่งที่อาจเพาะพันธุ์แมลงสาบภายในบ้านอย่างถี่ถ้วน ถุงใส่ขยะและเศษอาหารต้องปิดปากถุงให้มิดชิดและเก็บทิ้งทุกวัน ห้ามค้างไว้เด็ดขาด เพราะเมื่อมีแมลงสาบเข้ามาไม่กี่ัตัว มันสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมากก็ยากที่หยุดแล้ว
สำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้เชื้อรา ควรตรวจสอบบริเวณบ้าน ที่อับชื้น เสี่ยงต่อการเติบโตของเชื้อรา
ผู้ที่มีภูมิแพ้ขนสัตว์ โดยเฉพาะแมวและสุนัขที่เลี้ยงกันมาก ก็ควรหลีกหนีสัตว์เหล่านี้ให้ไกล เพราะผู้ที่แพ้มักแพ้รุนแรงถึงขั้นเป็นหอบหืด สารก่อภูมิแพ้จากแมวพบได้จากขี้รังแค น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ที่สำคัญสารก่อภูมิแพ้ในกลุ่มนี้ค่อนข้างคงทน ฟุ้งกระจายอยู่ได้นานเป็นเืดือน ควรกำจัดสัตว์เหล่านี้ออกไปจากบริเวณบ้าน หรือรให้สัตว์เลี้ยงอยู่เฉพาะนอกบ้านและควรอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำอย่างน้อยทุกๆสัปดาห์
สุดท้ายผู้ที่มีภูมิแพ้ละอองเกสรหญ้า/ดอกไม้/วัชพืช/ต้นไม้ ค่อนข้างลำบากที่สุดเพราะสารก่อภูมิแพ้กลุ่มนี้มีอยู่ในอากาศทุกอณู ทุกบริเวณ ทุกสถานที่่ แต่อย่างน้อยที่สุดควรดูแลบริเวณบ้านให้ปลอดจากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด จัดการวัชพืชให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการปลูกดอกไม้ใกล้ๆบ้าน ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดการฟุ้งเข้ามาในที่พักอาศัย
ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืด และไซนัสกำเริบอยู่บ่อย ทางที่ดีควรดูแลให้เกิดอาการภูมิแพ้น้อยที่สุด ดังนี้
1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายพอเหมาะ
2. หลีกเลี่ยง ไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้
3. กำจัด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
เพียงเท่านี้ก็พอที่จะควบคุมอาการภูมิแพ้ ไม่ให้แสดงออกมาบ่อยจนทำให้ใช้ชีวิต ทำงานได้ลำบากแล้วครับ
เว็บไซต์เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามได้ที่นี่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)